จุดกำเนิด ปาล์มน้ำมัน ในประเทศไทย

yespalmoil น้ำมันปาล์ม 0 Comments

จุดกำเนิดของการปลูกปาล์มน้ำมันในประเทศไทย นั้น สันนิษฐานกันว่า พระยาประดิพัทธ์ภูบาล เป็นผู้นำเข้ามาจากประเทศมาเลเซียซึ่งเป็นพันธุ์เทเนอร่า และเป็นไม้ประดับ ตั้งแต่ ปีพ.. 2472 ที่สถานีทดลองยางคอหงส์ จังหวัดสงขลา และสถานีกสิกรรมพลิ้ว จังหวัดจันทบุรี โดยปลูกเป็นปาล์มประดับ

พระยาประดิพัทธ์ภูบาล

พระยาประดิพัทธ์ภูบาล

เริ่มปลูกเพื่อการค้าที่ ตำบลบ้านปริก อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ในพื้นที่ประมาณ 1,000 ไร่ โดยหม่อมเจ้าอมรสมานลักษณ์ กิติยากร ส่งผลให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ผลิตน้ำมันปาล์มอยู่ในอันดับที่ 5 ของโลก รองจากประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย ไนจีเรีย โคลัมเบียและไอเวอรี่โคสท์  ต่อมาปาล์มน้ำมันได้ขยายพื้นที่ในการปลูกอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดโรงงานสกัดน้ำมันขึ้นแห่งแรกของประเทศไทย ในปี พ.. 2515 และถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างสูงสำหรับประชาชนคนไทยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช มีพระกระแสรับสั่ง เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พ.. 2526 กับ พันเอกวีระ วะนะสุข หัวหน้าโครงการพัฒนาคลองหอยโข่งและคลองจำไหล ณ ตำหนักทักษิณราชนิเวศน์  โดยทรงมีพระประสงค์ให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ดำเนินโครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มขนาดเล็ก ก่อนที่ปาล์มน้ำมันจะถูกบรรจุอยู่ในแผนพัฒนาประเทศต่อไป

สำหรับการปลูกปาล์มน้ำมันในภาคใต้ เริ่มเมื่อประมาณปี พ.. 2511 ในพื้นที่ จังหวัดสตูลและจังหวัดกระบี่ การปลูกและอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันได้พัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

พันธุ์ปาล์มน้ำมัน ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ ในปัจจุบันแบ่งได้เป็น 3 ชนิด ซึ่งสามารถแยกความแตกต่างของพันธุ์เหล่านี้ โดยพิจารณาความหนากะลาของผลปาล์มเป็นสำคัญ ได้แก่

dura-palm-pisifera-tenera

dura-palm-pisifera-tenera

1. พันธุ์ดูรา (Dura) เป็นพันธุ์ที่มีกะลาหนาประมาณ 2 ถึง 8 มิลลิเมตร มีชั้นเปลือกนอกที่ให้น้ำมัน (Mesocarp) ประมาณ 35 ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักผลปาล์ม พันธุ์ดูราเป็นพันธุ์ที่มีกะลาหนามาก ๆ เรียกว่ามาโครคายา (Macrocarya) คือมีกะลาหนาประมาณ 6 ถึง 8 มิลลิเมตร และมักจะพบมากในแถบตะวันออกไกล เช่น พันธุ์เดลีดูรา (Deli Dura) ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตค่อนข้างสูง ปัจจุบันพันธุ์ดูรามักใช้เป็นต้นแม่สำหรับปรับปรุงพันธุ์เพื่อผลิตลูกผสมเป็นการค้า

2. พันธุ์ฟิสิเฟอรา (Pisifera) เป็นพันธุ์ที่มีกะลาบางมาก หรือบางครั้งไม่มีกะลา เมล็ดในและผลมีขนาดเล็ก ช่อดอกตัวเมียมักเป็นหมัน ผลผลิตแต่ละทะลายต่อต้นมีปริมาณต่ำ จึงไม่เหมาะที่จะปลูกเพื่อเป็นการค้าและนิยมใช้พันธุ์ฟิสิเฟอราเป็นต้นพ่อสำหรับผลิตพันธุ์ลูกผสม

3. พันธุ์เทเนอรา (Tenera) เป็นลูกผสมระหว่างพันธุ์แม่ดูราและพันธุ์พ่อฟิสิเฟอรา เป็นพันธุ์ที่มีกะลาบาง ประมาณ 0.5 ถึง 4 มิลลิเมตร มีปริมาณของ Mesocarp 60 ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักผลผลผลิตต่อทะลายสูง ในปัจจุบันจึงนิยมปลูกเป็นการค้า

แหล่งข้อมูล:

  • คลังข้อมูลสารสนเทศระดับภูมิภาค (ภาคใต้) โดย สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์กรมหาชน)
    • ประวัติปาล์มน้ำมัน  (http://www.arda.or.th/kasetinfo/south/palm/history/index.php)
    • การปลูกปาล์มน้ำมันของประเทศไทย (http://www.arda.or.th/kasetinfo/south/palm/history/01-02.php)
    • พันธุ์ปาล์มน้ำมัน (http://www.arda.or.th/kasetinfo/south/palm/controller/01-02.php)
  • ประวัติ ความสำคัญ และสถานการณ์ปาล์มน้ำมันของไทย  http://www.arda.or.th/datas/file/1467711835.pdf  ในฐานข้อมูลปาล์มน้ำมัน สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์กรมหาชน)  (http://kasetinfo.arda.or.th/wp-plant/oilpalm/279-2/)
  • Credit Photo : http://www.doa.go.th/palm/linkTechnical/oilpalm.html

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

nineteen − six =